Blog Page

ข้อควรรู้ก่อนเริ่มต่อเติมบ้านอย่างถูกวิธี

ไม่ว่าจะเป็นการรีโนเวทบ้านเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้กลายเป็นบ้านใหม่ หรือว่าจะเป็นการต่อเติมหรือตัดทอนบางส่วนของบ้านออกไปก็ล้วนจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนและใช้ความเข้าใจในการทำงานอย่างถูกต้อง เนื่องจากในการเสริมพื้นที่ใหม่เข้าไปในตัวบ้าน อาจจะต้องมีการทุบรื้อวัสดุที่จำเป็นออกไป ส่งผลให้โครงสร้างของบ้านไม่สมดุล สิ่งที่จะตามมาคือความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงจนบ้านพังก็เป็นได้ ดังนั้นก่อนเริ่มต้นต่อเติมบ้าน เพื่อนๆ ควรมาทำความเข้าใจกับการต่อเติมที่เหมาะสมก่อนดีกว่าค่ะ

ปัญหาที่อาจจะตามมาได้กับบ้านใกล้เคียง
การต่อเติมบ้านจะต้องมีการใช้เครื่องจักร การทุบ และการเจาะ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมทำให้เกิดเสียงดังน่ารำคานขึ้นมา ปัญหานี้จะส่งผลกระทบต่อบ้านข้างเคียงได้ตลอดทั้งวัน การตัดสินใจต่อเติมบ้านในแต่ละครั้งจึงควรมีการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับบ้านที่อาจจะได้รับผลกระทบในระแวกนั้นก่อน จะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาในภายหลัง ทางที่ดีเจ้าของบ้านก็ต้องมีการป้องกันผลที่อาจจะเข้าไปทำให้บ้านข้างเคียงเดือดร้อนด้วย เช่น กรณีของฝุ่นผงที่สามารถปลิวไปโดนเสื้อผ้า เศษอิฐปูนจากการกระเทาะตกหล่นใส่หลังคาบ้านอื่นทำให้เกิดความเสียหาย เหล่านี้ จะต้องมีการจัดการและวางแผนป้องกันล่วงหน้าเอาไว้เป็นอย่างดีด้วย

ความเข้าใจทางด้านกฏหมาย
ใช่ว่าการต่อเติมบ้านจะสามารถทำได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในกรณีที่อยู่ภายในชุมชนที่เป็นหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโด ก็จะต้องทำความเข้าใจกับกฏหมายและข้อห้ามให้ดีเสียก่อน โดยทั่วไปในกรณีที่มีการต่อเติมเพิ่มความสูงของชั้นเกินกว่า 5 ตารางเมตรขึ้นไป มีการเปลี่ยนหลังคาหรือเพิ่มความกว้างครอบคลุมออกไปจากเดิม และการเพิ่มจำนวนเสาบ้าน ผนัง หรือบันได้ จะต้องได้รับการตรวจสอบและอนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

สำหรับอาคารที่พักอาศัยซึ่งมีที่ดินเป็นองค์ประกอบเหลืออยู่ จะต้องจัดสรรการต่อเติมให้ถูกต้อง กล่าวคือหากเป็นตึกแถว ควรให้เหลือส่วนของพื้นที่ด้านหลังเอาไว้ประมาณ 2 เมตรเพื่อใช้สำหรับเป็นทางหนีไฟ การสร้างผนังบ้าน กรณีมีประตูเปิด หากมีความสูงไม่เกิน 9 เมตร จะต้องอยู่ห่างจากเขตที่ดินประมาณ 2 เมตรไม่น้อยไปกว่านั้น แต่หากความสูงเกินไปจากนี้ จะต้องห่าง 3 เมตร ส่วนผนังที่ไม่มีประตูหรือช่องเปิดควรให้อยู่ในเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร หรือหากต้องการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่นๆ ก็จะต้องมีการพูดคุยกับทางบ้านใกล้เรือนเคียงให้ได้รับการยินยอมและหาจุดที่สมดุลระหว่างกันด้วย

การคำนึงถึงความเหมาะสมในการต่อเติม
การต่อเติมบางส่วนของบ้านเข้าไปใหม่ จะต้องคำนึงถึงการใช้งานของตัวบ้านให้ดี ตั้งแต่แสงสว่างที่อาจจะถูกบดบังทำให้บ้านทึบลง ควาปลอดภัยในการใช้งาน ปัญหาด้านความร้อนและการถ่ายเทอากาศ ทำให้บ้านตกอยู่ในสภาพแออัด ไม่ปลอดโปร่ง ทำให้ดูไม่น่าอยู่อาศัยแบบเดิม ที่สำคัญส่วนของโครงสร้างที่ต่อเติมออกมา ไม่ควรเชื่อมต่อกับโครงสร้างเดิมหรือใช้โครงสร้างเดิมเป็นตัวช่วยค้ำยัน แต่ควรให้ชุดต่อเติมใหม่สามารถพยุงตัวมันได้ด้วยตัวเองจึงจะทำให้เกิดความปลอดภัยและมีความแข็งแรงมากกว่านั่นเองค่ะ

โดยสรุปแล้วการต่อเติมบ้านสักหลังจึงไม่ใช่เพียงแค่ลงมือทำในทันที แต่ต้องเข้าใจถึงสภาพแวดล้อม เพื่อนบ้านและชุดต่อเติมที่เหมาะสมด้วยว่าจะส่งผลกระทบในทางที่ดีหรือทำให้บ้านของเพื่อนๆ แย่ลงด้วยหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นบ้านในฝันที่ทุกคนต้องการอาจจะกลายเป็นตัวปัญหาน่าปวดหัวที่ต้องมานั่งแก้ไขกับความผิดพลาดที่ไม่ได้วางแผนก่อนล่วงหน้าก็เป็นได้ค่ะ

เคล็ดลับดูแลบ้านแบบประหยัดจากคำแนะนำฉบับกูรู

บ้านที่เต็มไปด้วยสมาชิกครอบครัวอันแสบอบอุ่น การพักอาศัยอยู่ในวิมานที่แสนสุขเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการเติมเต็มความสุขระหว่างกันและกันครอบครัว การสร้างรอยยิ้มและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นให้เกิดขึ้นแล้ว ทุกคนภายในบ้านยังต้องมีหน้าที่นอกเหนือจากการทำกิจกรรมอันเป็นงานอดิเรกตามความชอบของตัวเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่บ้านเกิดมีปัญหาขึ้นมา ผู้อยู่อาศัยทุกคนจะต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือกันให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ภายในบ้านให้ลุล่วงไปได้ หน้าที่ในการซ่อมแซมบ้านหรือดูแลบ้านจึงไม่ควรตกอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง

คำแนะนำจากกูรูผู้รอบรู้เรื่องบ้าน
ยกให้คุณสำเริง ฤทธิ์พริ้ง ซึ่งเป็นวิศวกรโยธา และยังเป็นวุฒิสมาชิกของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยเป็นกูรูด้านการให้คำแนะนำสำหรับการดูแลบ้านในบทความนี้กันค่ะ เพราะทางคุณสำเริงได้กล่าวเอาไว้ว่า การซ่อมแซมบ้านให้ดีนั้นไม่จำเป็นต้องจ้างช่างซ่อมที่ส่วนใหญ่มักจะเรียกค่าตัวสูงกว่าราคาที่ควรจ่ายจริงๆ เป็นการซ่อมบ้านที่ขาดทุนเป็นอย่างมาก หากเพียงแค่เรารู้จักเคล็ดลับเพียงเล็กน้อยก็สามารถซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเองได้แล้ว

ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบภายในบ้าน
ปัญหาที่มักพบได้ทั่วไปตามบ้านและเชื่อว่าส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหากันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการรั่วซึมของผนังบ้าน รังคา หรือตามฝาผนังในขณะฝนตก รวมไปถึงการรั่วซึมของท่อน้ำภายในอาคาร ปัญหารอยแตกร้าว และปัญหาความร้อนที่เกิดขึ้นภายใน ทำให้บ้านดูไม่น่าอยู่อาศัยอย่างที่ควรจะเป็น

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงไม่ควรให้ช่างนอกบ้านเป็นตัวเลือกแรกในการแก้ไข แต่ควรเป็นช่างในบ้านซึ่งก็คือ สมาชิกในบ้านนั่นเองเป็นผู้ร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งหากเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยทางกูรูก็มีคำแนะนำดีๆ ที่อยากจะบอกเอาไว้เป็นความรู้ดังที่เพื่อนๆ ควรนำเอามาไปปรับใช้กันดูค่ะ

ปัญหาบ้านรั่วในจุดต่างๆ
กรณีเกิดปัญหาบ้านรั่ว เริ่มตั้งแต่การรั่วจากด้านบนของดาดฟ้า สมาชิกในครอบครัวควรขึ้นไปทำความสะอาดเศษฝุ่นผง ขยะและใบไม้ต่างๆ ที่ตกลงมาให้สะอาดหมดจรดเสียก่อน จากนั้นให้เริ่มสำรวจร่องรอยที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการรั่วซึม เมื่อพบแล้วก็ทำการแก้ไขซ่อมแซม โดยการใช้วัสดุปิดที่มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านก่อสร้าง เพียงแค่นี้ก็จะกำจัดปัญหาดาดฟ้ารั่วในราคาถูกได้ด้วยตัวเอง

ในกรณีที่เกิดปัญหารั่วซึมจากพื้นกระเบื้องไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องเก่าหรือใหม่ การแก้ไขทำได้ง่ายๆ ก็คือ หากเป็นการปูพื้นใหม่ควรใช้วัสดุกันรั่วซึมวางลงไปก่อนจากนั้นจึงตามด้วยการปูกระเบื้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งกับการใช้ปูภายในห้องน้ำ อย่าลืมบริเวณที่เป็นส่วนของท่อ ไม่ว่าจะตรงทอน้ำทิ้ง อ่างล้างหน้าหรือชักโครก ให้ใช้กาวซิเมนซ์กันซึมทาทับลงไปก่อนแล้วจึงตามด้วยตัวกระเบื้องและยาแนวในภายหลังก็เป็นอันจบขั้นตอน และหากบ้านหลังไหนที่ต้องเผชิญปัญหารั่วซึมภายหลังจากการปูไปแล้ว ก็ควรมองหาต้นเหตุให้เจอจากนั้นให้ใช้ยาวแนวและกาวซีเมนต์ปิดช่องโหว่ตรงนั้นเอาไว้ในขณะที่พื้นแห้ง ก็จะช่วยป้องกันการรั่วซึมได้แล้วล่ะค่ะ

บ้านทรุดทำอย่างไรดี
บ้านทรุดส่วนใหญ่มาจากสภาพโครงก่อสร้างในขณะก่อสร้างไม่ดีพอ หรือเป็นบ้านที่มาจากการซื้อบ้านสำเร็จรูป ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่มีโครงสร้างไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ปัญหาการแตกร้าวจึงมักพบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งรอยแตกร้าวที่พบนี้อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาบ้านทรุด ส่งผลให้ผนังชั้นล่างเกิดรอยแยก สังเกตได้ว่ารอยที่เกิดขึ้นจะทำมุม 45 องศา และมีรอยร้าวในแนวยาว ตามมาด้วยสภาพบ้านเริ่มเอียงตัวไปทิศใดทิศหนึ่ง มีความผิดปกติของระบบท่อที่ฝังอยู่ในผนัง การแตกหักเสียหายของวัสดุต่างๆ รวมไปถึงประตูและหน้าต่างที่ไม่สามารถปิดได้สนิทดี เหล่านี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ สิ่งที่ทำได้คือช่วยกันสังเกตความผิดปกติ จากนั้นค่อยเรียกช่างที่มีความรู้และต้องมั่นใจว่าเป็นช่างที่มีความรู้จริงๆ มาช่วยแก้ไขปัญหาที่อาจจะทำให้บ้านพังลงมาจนเกิดอันตรายกับผู้อยู่อาศัยเอาได้ค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาบ้านร้าวอาจจะไม่ถึงกับทำให้บ้านทรุด บางชนิดเป็นเพียงแค่รอยแตกของตัวบ้านจากความเข้ากันไม่ได้ของปูนซีเมนต์และอิฐที่ก่อเอาไว้ เพื่อนสมาชิกภายในบ้านสามารถแก้ไขด้วยการใช้อะคริลิกหรือยูริเทนแทนในการซ่อมแซมเพื่อป้องกันรอยร้าวไม่ให้ปัญหารั่วซึมตามมา

เพียงเท่านี้ การซ่อมแซมบ้านก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายและแสนประหยัด แค่ทุกคนในบ้านช่วยกันดูรักษา บ้านก็จะคงสภาพความใหม่และสวยงาม เป็นวิมานแห่งการพักผ่อนที่แสนสุขต่อไปได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

ข้อควรรู้การเลือกอิฐคู่กับปูนฉาบให้เข้ากัน

ใครเล่าจะรู้ว่าในขั้นตอนการสร้างบ้านยังมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับการใช้งาน การเลือกวัสดุที่ได้คุณภาพ ไปจนถึงการจัดแบ่งพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดภายใต้ความสวยงามที่ควรมีความสมดุลร่วมกันด้วย หนึ่งในสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามหรือหลายคนยังไม่รู้คือการเลือกวัสดุในการก่อสร้างหลักอย่าง “อิฐ” และ “ปูนฉาบ” ที่ใช่ว่าจะเลือกแบบไหนมารวมกันก็ได้ เพราะบางครั้งอิฐที่เลือกใช้คู่กับปูนฉาบจะต้องมีความเข้ากันได้และเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้บ้านมีความแข็งแรง ทนทานและลดรอยแตกร้าวได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

ลักษณะของผนังและวัสดุที่เลือกใช้
เนื่องจากในปัจจุบันมีวัสดุที่เอาไว้ใช้สำหรับการก่อผนังหลากหลายรูปแบบตามการใช้งานและงบประมาณของเจ้าของบ้านเอง โดยทั่วไปวัสดุที่ใช้จะมีตั้งแต่ ปูน ไม้ ไปจนถึงก้อนอิฐ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถเลือกนำมาใช้ก่อสร้างบ้านได้ทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันวัสดุที่นิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือก้อนอิฐหรือประเภทไม่ฝาสมาร์ทบอร์ดสำเร็จรูป มีทั้งแบบผนังเบา ผสมผสานระหว่างไม้อัดและปูนซีเมนซ์เข้าด้วยกัน หรือจะเป็นแบบผนังก่อธรรมดา ที่มีความหลากหลายในการก่อตามความเหมาะสมของตัวบ้านและความเชี่ยวชาญของช่าง ผนังประเภทนี้มักได้รับความนิยมอยู่พอสมควร โดยมากใช้แบบเป็นอิฐก่อ เนื่องจากให้ความคงทนมากกว่าผนังเบา มีตั้งแต่อิฐมอญ อิฐบล็อก และอิฐมวลเบา

หลังจากการก่ออิฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือการฉาบปูน ซึ่งถือว่าอย่างไรก็เป็นขั้นตอนที่ต้องทำเพื่อให้บ้านเรียบสวยและไร้ร่องรอยของอิฐที่ก่อขึ้นมา โดยปูนที่เลือกใช้ก็มีหลากหลายประเภท เพื่อนที่ๆ เริ่มสร้างบ้านใหม่จึงต้องหาความรู้ในขั้นตอนการฉาบปูนให้เข้ากับอิฐที่เลือกให้ดี เพราะมิเช่นนั้นปัญหาที่จะตามมาหลังจากปูนแห้งสนิทแล้วคือการหดตัว กลายเป็นรอยแตกร้าวหรือไม่เรียบอย่างที่ต้องการ

 

การเลือกปูนฉาบให้เข้ากับอิฐ
ปูนบางชนิดออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เพียงแค่นำมาผสมน้ำและทราย จากนั้นทำให้เข้ากันดีแล้วก็จะได้ปูนสำหรับการก่อฉาบภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ยังมีปูนอีกประเภทเป็นแบบสำเร็จรูป เพียงแค่ผสมน้ำก็สามารถนำมาใช้งานได้ในทันที ถือว่าเป็นปูนที่ได้รับความนิยมในการนำมาฉาบเพื่อความรวดเร็วในการก่อสร้างได้เป็นอย่างดี

กรณีบ้านหลังไหนที่ใช้อิฐมอญหรืออิฐบล็อกในการก่อสร้าง ให้เลือกใช้ “ปูนซีเมนต์แบบผสม” หรือเป็นปูนสำเร็จรูปที่ผสมน้ำและสามารถนำมาฉาบได้ทันที แต่สำหรับอิฐมวลเบาไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้ปูนผสมน้ำและทราย ซึ่งเป็นปูนแบบทั่วไปมาใช้ แต่ให้ใช้เพียงแค่ปูนสำเร็จรูปผสมน้ำเท่านั้นจึงจะดีที่สุดต่อตัวบ้าน ป้องกันรอยแตกร้าวหลังจากปูนแห้งได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในปูนสำเร็จรูปจะมีคุณสมบัติสามารถอุ้มน้ำได้ดี ทำให้การยึดเกาะตัวสูง ทนทานต่อการรับแรงกระแทก ช่วยเสริมความแข็งแรงให้อิฐมวลเบาได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามในกรณีที่เกิดปัญหารอยร้าวขึ้นมา ควรมีเหล็กหนวดกุ้งเสียบจากเสาเอาไว้ด้วยเพื่อช่วยยึดเกาะให้อิฐและปูนติดกันอย่างแนบสนิท หรือจะเป็นการใช้เสาเอ็นและลวดกรงไก่ในระหว่างการก่อสร้างก็จะช่วยลดปัญหาการแตกร้าวได้อีกแรงหนึ่งด้วยค่ะ

5 ข้อที่ควรรู้หากจะเริ่มต้นสร้างบ้านสักหลัง!

การสร้างบ้านดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าใดนัก แต่ทว่าในขั้นตอนของการออกแบบวางแผน จะต้องมีการใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งถือว่าเป็นจุด “เริ่มต้น” ที่จะช่วยให้การสร้างบ้านดำเนินไปในทิศทางที่ราบรื่นมากที่สุด นอกจากการออกแบบจะต้องได้รับคำแนะนำที่ดีจากช่างที่มีความรู้แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือการใช้งานของตัวบ้านที่ต้องบอกเลยว่าควรมาก่อนความสวยงาม เนื่องจากการใช้งานที่เหมาะสม จะช่วยให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไป แถมยังได้ประโยชน์จากการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ต้องการอีกด้วยค่ะ ดังนั้นเราลองมาดู 5 ข้อควรรู้ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ สร้างบ้านได้แบบไร้อุปสรรคกันค่ะ

1.ถ้าจะติดแอร์อย่าลืมนึกถึงขนาดของห้อง
หากบ้านหลังไหนที่ต้องการสร้างและวางแผนเอาไว้ว่าจะติดเครื่องปรับอากาศแล้วล่ะก็ แนะนำว่าในขั้นตอนของการออกแบบให้นึกเอาไว้เลยว่าจะติดแอร์ห้องไหนบ้าง จากนั้นให้มาดูงบประมาณของตัวเองให้ดี เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่นของการติดตั้งแอร์เข้ามาด้วย ความเหมาะสมในการติดตั้ง เพื่อนๆ จะต้องคำนึงถึงขนาดของห้องกับขนาดของเครื่องปรับอากาศให้พอดีกัน เพราะมิเช่นนั้นบางห้องติดเครื่องปรับอากาศที่เล็กเกินไปก็จะทำให้ห้องไม่เย็น แถมยังกินไฟ หรือบางห้องขนาดของเครื่องปรับอากาศก็ใหญ่เกินความเหมาะสม ไม่คุ้มค่าทั้งค่าไฟกับค่าเครื่องปรับอากาศที่ซื้อมาเลยล่ะค่ะ

2.ความสมดุลของแสงสว่างกับตัวบ้าน
การออกแบบบ้านที่ดีต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้งและแสงสว่างที่จะส่องผ่านเข้ามาให้ดี การออกแบบหน้าต่างและประตูให้เหมาะสมกับทิศทางเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะบางบ้านแม้จะดูสวยไร้ที่ติ แต่กลับมีปัญหาบ้านทึบเกินไปเนื่องจากแสงสว่างไม่สามารถส่องเข้ามาได้เพียงพอในเวลากลางวัน ทำให้บ้านดูหมองไร้สีสัน ทางที่ดีควรออกแบบให้บ้านรับแสงอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดค่าไฟ และได้บรรยากาศจากแสงธรรมชาติอีกด้วย

3.อย่าลืมใส่ใจกับตำแหน่งของห้องนอน
ห้องนอนคือห้องที่เราจะใช้สำหรับการพักผ่อนและเติมพลังด้วยการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ดังนั้นภายในห้องนี้จึงควรเป็นห้องที่มีสภาพแวดล้อมเงียบ มีแสงส่องเข้ามาเพียงแค่สลัวๆ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาในเวลานอน ทำเลของห้องนอนจึงควรจัดอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีเสียง กลิ่นและแสงรบกวน ให้อยู่ห่างจากห้องนั่งเล่น ห้องครัว และที่สำคัญไม่ควรอยู่ด้านหน้าสุดของตัวบ้านที่ติดถนน เลือกห้องนอนให้อยู่ลึกสุดของตัวบ้าน เพื่อความผ่อนคลายในการนอนหลับอย่างสมบูรณ์แบบ

4.อย่าเชื่อใครก็ตามที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจนเกินไป
การสร้างบ้านให้ได้มาตรฐาน คือการขอคำแนะนำจากเหล่ากูรูหรือผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือคนรู้จักที่มีความรู้จากการเรียนมาด้านนี้โดยตรง อย่าพยายามไปรับฟังมาจากเพื่อนบ้านที่คิดว่าตัวเองเคยผ่านการก่อสร้างบ้านมาแล้ว เพราะการนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ อาจจะเป็นการรับเอาความผิดพลาดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้าน สิ่งที่ตามมาคือสภาพบ้านที่ไม่ได้ดั่งใจ ลองเสียเงินสักนิดเพื่อให้คนที่เชื่อถือได้เป็นผู้ช่วยเหลือ จะได้ไม่เป็นการเสียน้อยเสียยากในภายหลังเอาได้ค่ะ

5.เลือกพื้นที่สำหรับการใช้งานในแต่ละห้อง
ในขั้นตอนของการวางแผน เจ้าของบ้านควรคำนึงว่าตัวเองจะใช้งานอะไรกับตัวบ้านบ้าง ต้องการให้มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือห้องอาหาร เลือกจำนวนของห้องนั้นๆ บางหลังอาจจะมีลานจอดรถเสริมเข้ามาด้วย ดังนั้นการแบ่งสรรพื้นที่ในการใช้งานของแต่ละห้องจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ได้ขนาดห้องที่พอดีต่อการใช้งาน และเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้สร้างบ้านตามแบบฉบับที่ตัวเองต้องการ แถมยังไม่ต้องมานั่งกุมขมับประสบกับปัญหาที่จะตามมาในภายหลังการออกแบบที่ไม่ได้ดั่งใจอีกด้วยค่ะ

วิธีแก้ปัญหาน้ำรั่วในบ้านด้วยตัวคุณเอง

ปัญหาน้ำรั่วที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มักจะสร้างความรำคาญให้กับเจ้าของบ้านอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีความรู้ในการแก้ไข หรือคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ มองข้ามปัญหาเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องบานปลายทั้งค่าน้ำและพื้นที่ถูกน้ำหยดอยู่เป็นประจำก็ผุพังจนต้องเปลี่ยนกันแบบยกแผง ดังนั้นเมื่อพบจุดน้ำรั่ว เพื่อนๆ จึงไม่ควรปล่อยปละละเลย และควรหาทางแก้ไขเสียตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะเรียกช่างซ่อมหรือมาลองดูเคล็ดลับการซ่อมบ้านด้วยตัวเองจากคำแนะนำต่อไปนี้ ที่มั่นใจได้มากกว่าว่าการซ่อมจะสมบูรณ์แบบในราคาถูกด้วยตัวเราเองค่ะ

ปัญหาน้ำรั่วบริเวณอ่างล้างหน้า
อ่างล้างหน้าเป็นจุดที่มักเกิดปัญหาได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปการรั่วจะเกิดขึ้นได้จากการอุดตันของเส้นผม เศษอาหาร หรือคราบไคลของสบู่ที่เราใช้ ไหลลงไปอุดตันอยู่ตรงส่วนท่อ การแก้ไขง่ายๆ เริ่มด้วยการใช้โซดาไฟประมาณ 1 ถ้วยเทลงไปในท่อบริเวณสะดือของอ่างตามด้วยน้ำเปล่า ทิ้งเอาไว้ครึ่งชั่วโมง จากนั้นให้ลองเปิดน้ำดูอีกครั้งเพื่อดูว่าสามารถไหลได้ปกติหรือไม่ หากยังไม่ยอมไหลให้ลองเติมลงไปอีกรอบ แต่หากไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้อาจจะเกิดจากเส้นผมที่ติดแน่นอยู่ ให้ลองนำลวดแย่ลงไปตรงสะดืออ่างแล้วเกี่ยวเอาสิ่งสกปรกบริเวณนั้นขึ้นมา บางบ้านอาจจะใช้วิธีคลายเกียวส่วนปลายของท่อดักแล้วจึงเกี่ยวเอาเศษสิ่งสกปรกออกมาก็ได้เช่นกัน

ปัญหาน้ำรั่วตามส่วนต่างๆ ของท่อ
ปัญหานี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะต้องคอยสังเกตว่าน้ำที่รั่วออกมานั้นมาจากจุดใดของตัวท่อ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 สาเหตุคือ ท่อเกิดรอยแตกร้าวซึ่งมักมาจากการถูกกระกระเทือน หากเกิดขึ้นให้เพียงแค่เปลี่ยนตัวท่อบริเวณนั้นใหม่ก็จะสามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม ส่วนกรณีที่เกิดจากเกลียวหลอมทำให้น้ำซึมออกมา ให้ลองหมุนเกลียวให้แน่นอีกครั้งและปิดทับด้วยผ้าเทปกาวสำหรับพันก็อกน้ำอีกครั้ง สาเหตุสุดท้ายกรณีที่เกิดขึ้นจากยางประเก็นเปื่อย ซึ่งจะซ่อนอยู่ด้านในของตัวท่อ สามารถซื้อหามาเปลี่ยนตามร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วไปได้โดยไม่ยุ่งยาก

ปัญหาน้ำรั่วปริมาณมากจากท่อแตก
ท่อแตกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้และมักจะทำให้บ้านต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ เมื่อน้ำไหลออกมาจากส่วนที่แตกในปริมาณมากจนทำให้หลายคนรู้สึกตกใจและไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ ซึ่งก่อนอื่นต้องตั้งสติและหันไปปิดวาล์วน้ำเพื่อไม่ให้น้ำถูกส่งผ่านท่อออกมา จากนั้นจึงค่อยเรียกช่างมาทำการซ่อม ในระหว่างที่รอหากช่างไม่สามารถมาได้ภายในเวลานั้นและจำเป็นต้องใช้น้ำ อาจจะต้องแก้ปัญหาข้างต้นด้วยตัวเองโดยการเลื่อยเอาส่วนที่แตกออกแล้ว ใช้ฝาครอบท่อปิดกับกาวประสานท่อทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 วินาทีแล้วจึงลองเปิดน้ำดูใหม่

การแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำรั่วเหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐานที่จะช่วยให้เพื่อนๆ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นต้องตามช่างมาให้เสียเงินไปโดยไม่คุ้มค่า แต่หากความเสีบหายที่เกิดขึ้นเกินความสามารถและคิดว่าการซ่อมคนเดียวจะยิ่งทำให้น้ำรั่วหนักมากขึ้น ก็ควรพิจารณาเรียกช่างมาซ่อมจะดีกว่า

5 เคล็ด (ไม่) ลับปรับบ้านหลังเก่าให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เพื่อนๆ คนไหนที่รู้สึกว่าชีวิตประจำของตัวเองดูน่าเบื่อมากขึ้น แม้จะลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดูมีสีสันแต่ก็ไม่ได้ทำให้มันดีขึ้นมากเท่าใด ยิ่งต้องเดินทางไปเจอแต่ชีวิตแบบเดิมๆ อันแสนซ้ำซากทั้งที่ทำงานและที่บ้านด้วยแล้วอาจจะยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตดูหม่นหมองหนักลงไปอีก อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ ตลอดเวลา เพียงแค่เพื่อนๆ ลองหันมาแปลงโฉมบ้านหลังเก่าที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวันให้ดูเป็นหลังใหม่ที่น่าอยู่มากขึ้น ก็อาจจะช่วยให้สีสันของชีวิตเพิ่มขึ้นมาได้เช่นกันค่ะ ดังนั้นเราลองมาดู 5 เคล็ดลับต่อไปนี้ที่หลายคนมองข้าม ช่วยเปลี่ยนโฉมบ้านให้กลายเป็นสถานที่แห่งการเติมเต็มชีวิตได้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ

1.ปรับภูมิทัศน์เดิมๆ
อย่าปล่อยให้อะไรที่มันหม่นหมองต้องดองอยู่ในบ้านให้เกะกะลูกตา ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาเปื้อนฝุ่นที่ไม่ยอมนำไปซักเสียที ต้นไม้ที่แห้งตายอยู่ริมระเบีบง หรือพรมเช็ดเท้าเน่าๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่น่าภิรมณ์สายตา ไม่ค่อยผลัดวันประกันพรุ่งทิ้งเอาไว้แบบนั้น เพราะนอกจากมันจะไม่ทำให้ชีวิตดูมีรสชาติมากขึ้นแล้ว ยังไปทำให้สภาพบ้านดูสกปรกและไม่น่าอยู่อีกด้วย

2.อย่าปล่อยให้บ้านหน้าต่างถูกปล่อยโล่ง
ขอบหน้าต่างตามห้องต่างๆ ไม่ได้มีพื้นที่เอาไว้เพียงแค่เปิดปิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะบริเวณนี้คือที่ๆ เรามักจะปล่อยให้สายตาจับจ้องออกไปด้านนอกอยู่บ่อยๆ หากปล่อยให้โล่งเปลือยอยู่แบบนั้นอาจจะทำให้บรรยากาศของห้องดูว่างเปล่าจนเกินไป ลองหาต้นไม้ขนาดเล็กมาห้อยเอาไว้ตามหน้าต่าง หรือตกแต่งด้วยตุ๊กตาตัวจิ๋ว เพิ่มบรรยากาศความเป็นธรรมชาติให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกก็ดูดีอยู่ไม่น้อย

3.ทาสีบ้านใหม่ซะ
เมื่อบ้านหลังเดิมดูจืดชืดจนเจ้าของบ้านเบื่อหน่าย ลองเปลี่ยนให้มันกลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่ไม่คุ้นเคยด้วยการทาสีลงไปใหม่ทั้งหลัง โดยสีที่เลือกก็ตามรสนิยมของตัวเจ้าของบ้านเองว่าอยากให้ออกมาในโทนสีไหน หากใครต้องการบรรยากาศอบอุ่นก็ลองใช้สีอ่อนในโทนร้อน แต่ใครอยากได้บรรยากาศโรแมนติกผสมความคลาสสิคก็ลองเติมแต่งสีสันด้วยโทนเย็นลงไปให้เกิดจังหวะที่น่าสนใจกันดูค่ะ

 

4.เพิ่มความมีชีวิตด้วยรูปปั้นตามจุดต่างๆ
บ้านอาจจะดูเงียบเหงาไปหน่อยหากอยู่กันเพียงไม่กี่คน ลองจับแต่งเอารูปปั้นขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นสัตว์เลี้ยง รูปปั้นศิลปะกรีกโบราณ หรือรูปปั้นในสไตล์วินเทจมาลองตั้งตามมุมต่างๆ ของบ้าน จะช่วยให้บ้านไม่ดูโล่งตาและดูหรูหรามากขึ้นได้

5.เปลี่ยนบรรยากาศในห้องน้ำใหม่
ห้องน้ำแบบธรรมดาอาจจะทำให้เจ้าของบ้านไม่อยากอาบน้ำ แต่หากลองเปลี่ยนมาเป็นห้องน้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนราคาแพงมากมาย ด้วยการเติมแต่งธรรมชาติเอาไว้รอบๆ ทั้งดอกไม้แขวน ไม้เลื้อย และปูพื้นด้วยก้อนกรวดธรรมชาติ อาจจะเติมด้วยสวนหย่อมจากพืชที่ไม่ต้องการแสงแดดมากนักเอาไว้รับความชื้นด้านในด้วย จะช่วยทำให้รู้สึกว่าห้องน้ำเป็นห้องแห่งความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วคุณจะเชื่อว่าแค่การแต่งบ้านใหม่ ก็จะช่วยปรับคุณภาพชีวิตของเราได้ แล้วสีสันในพรุ่งนี้จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งพร้อมกับความมีชีวิตชีวาของตัวบ้านไปพร้อมๆ กันค่ะ

เมื่อหน้าฝนมาเยือน…จะดูแลบ้านอย่างไรดีนะ?

ปัญหาหนึ่งที่เจ้าของบ้านไม่อยากจะเจอคือปัญหาการผุผังของผนังบ้านในช่วงหน้าฝน ซึ่งเกิดขึ้นจากความชื้นที่สะสมอยู่ตามผนังปูน อีกทั้งในช่วงที่ฝนตกลมพายุแรงยังทำให้น้ำบางส่วนแทรกซึมเข้ามาในตัวบ้านจนกลายเป็นปัญหาแก้ไม่ตก บางรายเคราะห์ร้ายไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ นอกจากจะแก้ไขในส่วนเฉพาะหน้าและคอยให้ฝนไม่ตกลงมาในทิศทางที่ผนังบ้านมีปัญหา เศษใบไม้กิ่งไม้ยังเป็นอีกต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้รางน้ำฝนของบ้านอุดตัน น้ำจึงไหล่เข้าท่วมพื้นที่ด้านใน ต้องขัดถูทำความสะอาดกันไม่เว้นแต่ละวัน ในช่วงเวลานี้เพื่อนๆ จึงควรหันมาดูแลบ้านเป็นพิเศษ พร้อมมาเรียนรู้คำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยลดปัญหาในช่วงหน้าฝนที่เกิดขึ้นให้น้อยลงกันดีกว่าค่ะ

อย่าปล่อยให้พื้นมีน้ำขัง
มั่นทำความสะอาดพื้นบ้านที่ต้องเจอกับน้ำฝนอยู่เป็นประจำ อย่างน้อยควรทำสะอาดประมาณอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดตะไคร่น้ำเกาะพื้นจนกลายเป็นพื้นสีเขียวลื่นๆ เสี่ยงต่อการลื่นหกล้มได้ง่าย

คว่ำภาชนะทุกอย่างที่มีน้ำขังง่าย
การปล่อยให้น้ำขังอยู่ตามบริเวณบ้านเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตัวร้ายที่พร้อมจะเข้ามาแพร่เชื้อโรคจนทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้นการไม่ทิ้งเอาภาชนะที่น้ำขังได้ อย่าง ถ้วยชาม ถัง หรือภาชนะก้นทึบอื่นๆ เอาไว้ภายนอกบ้าน ซึ่งถ้าหากต้องการวางเอาไว้แบบนั้นก็ควรคว่ำเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนที่ตกลงมาขังจนยุงวายร้ายลงมาวางไข่ได้

ทำกันสาดป้องกันน้ำฝนเข้าบ้าน
บางบ้านแม้จะมีผนังที่ปิดมิดชิด น้ำฝนไม่สามารถแทรกซึมผ่านเข้ามาได้ แต่ก็ยังมีจุดบอดอยู่ที่ส่วนของหลังคาบ้าน ซึ่งส่วนมากมักจะเจอปัญหาในขณะที่ฝนตกลมแรง ทำให้น้ำฝนสาดกระเซ็นผ่านหนังต่างบ้านเข้ามาได้โดยที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้กระทั่งพยายามปิดหน้าต่างก็อาจจะมีบางส่วนซึมผ่านเข้ามาสร้างความเปียกชื้นและทำให้พื้นเสียหาย การยอมจ่ายเงินสักก้อนหนึ่งเพื่อทำกันสาดเอาไว้จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาว แถมยังป้องกันการเกิดเชื้อราและการพังทลายของวัสดุภายในอีกด้วยค่ะ

อย่าปล่อยให้น้ำรั่วซึม
ก่อนหน้าที่ฝนจะตก เจ้าของบ้านส่วนมากไม่รู้ว่าบ้านตัวเองมีจุดรอยรั่วตรงไหนบ้าง ดังนั้นเมื่อถึงหน้าฝนก็ควรสังเกตบริเวณจุดต่างๆ ของบ้านให้ดี โดยเฉพาะตรงช่วงรอยต่อและหลังคา หากพบร่อยรอยรั่วซึมหรือมีคราบน้ำหยดลงมา อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้แบบนั้น แม้มันจะยังไม่สามารถซึมผ่านเข้ามาถึงในตัวบ้านได้ แต่หากทิ้งไว้นานๆ จะทำให้วัสดุหลังคาโดนน้ำบ่อยและผุพังในที่สุด

กำจัดสิ่งสกปรกออกจากรางน้ำฝน
รางน้ำฝนคือส่วนที่เอาไว้สำหรับระบายน้ำไม่ให้รั่วไหลเข้ามาภายในบ้าน แต่ในช่วงนี้มักจะมีเศษกิ่งไม้และใบไม้ติดมาจนไปอุดตันท่อระบายและไหลซึมเข้ามาในบ้านได้ง่าย ดังนั้นเพื่อนๆ จึงควรหมั่นดูแลทำความสะอาด คอยสังเกตว่าน้ำฝนยังถ่ายเทออกมาได้สะดวกหรือไม่ โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีรางน้ำฝนติดกับต้นไม้ใหญ่อาจจะต้องทำความสะอาดบ่อยเป็นพิเศษด้วย

เมื่อทราบการดูแลทำความสะอาดบ้านในช่วงหน้าฝนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไปว่าฝนจะทำลายตัวบ้านให้เสียหายหรือสร้างปัญหาอันน่าวิตกกับเรา แค่เพื่อนๆ รู้จักวิธีเอาใจใส่และสังเกตความผิดปกติของบ้านอย่างทั่วถึงก็เพียงพอที่จะมีความสุขในการพักผ่อนไปกับบรรยากาศในช่วงฝนตกได้แล้วล่ะค่ะ

6 ไอเดียสร้างสีสันให้บ้านด้วยโคมไฟติดเพดาน

ประโยชน์ของโคมไฟนอกจากจะมอบแสงสว่างให้กับตัวบ้าน ยังมีหน้าที่ช่วยเติมแต่งสีสันให้บ้านดูสวยงามมีมิตที่น่าอยู่อาศัยได้มากขึ้น หากเจ้าของบ้านรู้จักเลือกสรรค์โคมไฟที่สวยเก๋มาตกแต่งเพดานบ้าน จะช่วยสร้างสไตล์และรสนิยมที่โดดเด่น เปลี่ยนภาพซ้ำซากของห้องต่างๆ ให้ดูสบายตา แถมยังช่วยเสริมบรรยากาศโรแมนติกและน่าอบอุ่น ให้บ้านกลายเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อนที่ให้มากกว่าแค่การอยู่อาศัยได้อย่างแน่นอนค่ะ ดังนั้นเราลองมาดู 6 ไอเดียเด็ดๆ ที่จะเปลี่ยนโคมไฟธรรมดาให้กลายเป็นของตกแต่งที่น่ามองขึ้นมาได้ค่ะ

1.ไอเดียจากโคมไฟเก่าจากห้องเรียน
เคยเห็นโคมไฟที่ห้อยอยู่ในห้องเรียนกันไหมค่ะเพื่อนๆ โดยเฉพาะบริเวณห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่จะมีโคมไฟห้องลงมาจากตัวเพดานเป็นพิเศษ โคมไฟชนิดนี้ส่วนมากจะเป็นสีขาว หรือเป็นวัสดุแก้วสีใส เหมาะสำหรับการนำเอามาตกแต่งภายในห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นที่ต้องการแสงสว่างมาก ช่วยสร้างบรรยากาศความคลาสสิคเหมือนบ้านในยุคสมัยเก่านั่นเองค่ะ

2.ไอเดียจากโคมไฟโลหะ
โคมไฟแบบโลหะมักจะให้บรรยากาศแบบวินเทจ ลักษณะของตัวโคมไฟคล้ายถ้วยจานหรือแก้วสังกะสี เมื่อติดหลอดไฟเข้าไปยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสของห้องให้ดูมีศิลปะเพิ่มมากขึ้น การตกแต่งโคมไฟชนิดนี้เหมาะสำหรับภายในห้องนั่งเล่น ห้องครัวหรือจะตกแต่งในห้องนอนเพื่อสร้างเสน่ห์เฉาพะตัวก็ได้เช่นกัน

3.ไอเดียโคมไฟจากลูกแก้ว
โคมไฟประเภทนี้ให้เสน่ห์แบบเฉพาะตัวที่หลายคนนึกไม่ถึง แถมแสงไฟที่ลอดผ่านลูกแก้วซึ่งเรียงร้อยกันเป็นรูปทรงแปลกตายังเพิ่มความสวยงามให้กับห้องดูแตกต่างกันออกไป อีกทั้งเรายังสามารถเลือกลูกแก้วที่มีสีสันสดใสหรือเป็นแบบสีใสเหมือนหยดน้ำเรียงสลับกันไปมา ช่วยสร้างความระยิบระยับให้ห้องต่างๆ ดูหรูหรา ที่สำคัญแสงสว่างที่ได้ยังชัดเจนมากพอ เนื่องจากแสงจากหลอดไฟสามารถส่องลอดผ่านจากตัวลูกแก้วออกมาได้ ซึ่งเหมาะกับการตกแต่งภายในห้องน้ำ ห้องครัวและห้องนั่งเล่น

4.โคมไฟทรงกระบอก
โคมไฟทรงกระบอกส่วนมากจะเป็นโคมไฟที่ถูกผลิตขึ้นจากผ้าหรือกระดาษสา มีสีสันของไฟที่นุ่นนวลและสลัวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากตัววัสดุที่ใช้คลุมเป็นวัสดุแบบทึบ ทำให้แสงไฟไม่สามารถกระจายตัวได้ดีนัก เหมาะสำหรับการตกแต่งภายในห้องที่ต้องการสร้างบรรยากาศโรแมนติก อย่างห้องนอน หรือห้องอ่านหนังสือ

5.โคมไฟลวดลายฉลุ
โคมไฟลวดลายฉลุเป็นกลิ่นอายโคมไฟที่สวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับการตกแต่งภายในห้องที่ต้องการบรรยากาศแบบอ่อนโยน ส่วนมากทำจากวัสดุไม้และพลาสติก เป็นโคมไฟที่มีความคลาสสิค เน้นการโชว์ลวดลายของแสงผ่านรอบฉลุมากกว่า ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการใช้งานเพื่อส่องสว่าง จึงควรใช้สำหรับห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นในยามเช้าเพื่อโชว์ลวดลายบนเพดานมากกว่า

6.โคมไฟสไตล์โรงนา
โคมไฟแบบนี้ให้ความรู้สึกของบรรยากาศแบบชนบท รู้สึกสงบเงียบและมีกลิ่นอายความเก่าแก่ซ่อนอยู่ในตัวชิ้นงาน ส่วนมากตัวโคมไฟจะมีลักษณะฐานกว้าง เป็นรูปทรงแบบเรียบง่ายเหมือนโคมไฟราคาถูก แสงที่ส่องผ่านออกมาจะให้ความสว่างเพียงพอ และกระจายตัวได้อย่างทั่วถึงทั้งห้อง เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือจะติดบนเพดานเหนือโต๊ะทำงานก็ได้เช่นกัน

ส่วนเจ้าของบ้านท่านไหนมีรสนิยมที่โน้มเอียงไปทางด้านใด ก็ลองเลือกสรรค์โคมไฟแบบต่างๆ มาลองแต่งให้เหมาะสมกันดูนะคะ แล้วเพื่อนๆ จะพบว่าเพียงแค่โคมไฟติดเพดานก็ช่วยสร้างเสน่ห์ให้ภายในห้องดูเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ไอเดียแต่งห้องแคบ ให้คุ้มค่ากับพื้นที่ใช้สอย

ความฝันของใครหลายคนก็คงอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ด้วยงบประมาณอันแสนจำกัดทำให้ตัวเลือกถูกบีบเข้ามาเหลือเพียงแค่ไม่กี่ตัวเลือกที่สามารถจะซื้อได้ ทำให้ความฝันที่วาดเอาไว้หลายๆ อย่างต้องหยุดลง เป็นเพราะตัวบ้านที่ได้มานั่นมีพื้นที่จำกัด ทำให้การจัดแบ่งสรรปันส่วนห้องแคบๆ ต้องทำอย่างทุลักทุเลและเป็นไปอย่างที่ใจหวัง แต่สิ่งเหล่านี้ใช่ว่าจะเป็นปัญหาตายตัวไม่สามารถแก้ไขได้เสมอไป เพราะในความเป็นจริงหากเรารู้จักที่จะจับไอเดียสร้างสรรค์เติมแต่งเข้า บ้านที่ว่าเล็กอาจจะมีพื้นที่ใช้สอยที่ให้ประโยชน์ได้มากกว่าบ้านหลังใหญ่ๆ ก็ได้ค่ะ ดังนั้นเราลองมาดูไอเดียการจัดสรรพื้นที่ในบ้านต่อไปนี้ที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาพื้นที่บ้านไม่พอกับการใช้งานกันดีกว่าค่ะ

อย่ากั้นห้องมากเกินไป
การกั้นผนังบ้านแบบทึบจะทำให้พื้นที่ใช้สอยถูกลดขนาดลง ยิ่งการปิดกั้นห้องออกไปอย่างต่อเนื่องติดๆ กัน พื้นที่ใช้สอยจะดูไม่เพียงพอและไม่สามารถปรับแต่งได้มากนัก ดังนั้นหากต้องการเพิ่มพื้นที่ในห้องแคบๆ ให้ดูกว้างสบายตามากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการกั้นแบบทึบ แต่ควรใช้วิธีกั้นด้วยเฟอร์นิเจอร์แบ่งสัดส่วนให้สามารถบังตาได้ โดยตัวผนังจำลองนี้ยังสามารถใช้วางสิ่งของให้เป็นประโยชน์ได้อีกด้วย

ใช้ฉากกั้นแบบโปร่งขนาดเล็กหากต้องการพื้นที่ส่วนตัว
หากเป็นบ้านขนาดเล็ก หรือเป็นห้องและต้องการกั้นแบ่งพื้นที่ส่วนตัวออกไปอย่างเช่นห้องนอน ลองหันมาเลือกใช้ฉากกั้นห้องแบบเล็กกระทัดรัด จะช่วยลดพื้นที่ใช้สอยที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง ในขณะที่เราก็จะได้ห้องนอนอันเป็นส่วนตัว หรือใครไม่ต้องการปิดกั้นมาก ลองหาฉากกั้นแบบโป่งที่สามารถแขวนข้าวของเครื่องใช้ได้มาทดแทนแผ่นผ้าที่กั้นตรงกลาง จะช่วยเพิ่มสีสันให้ห้องนอนดูมีสัดส่วนที่น่าสนใจมากขึ้นได้ค่ะ

เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก
เมื่อรู้อยู่แล้วว่าห้องตัวเองมีขนาดเล็ก ก็ไม่ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ใหญ่จนคับห้องไม่สามารถวางเฟอร์นิเจอร์ชุดอื่นๆ เพิ่มเข้าไปได้อีก ดังนั้นหากทำได้ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์แบบกระทัดรัดและมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่คุ้มค่าจบภายในหนึ่งเดียว เพื่อลดขนาดพื้นที่จัดวาง แถมยังช่วยทำให้ห้องดูโปร่งโล่งมากขึ้น

เลือกเตียงนอนที่มีพื้นที่จัดเก็บด้านล่าง
ใครที่มีพื้นที่น้อยแต่ของใช้มาก อย่าพยายามเลือกเตียงนอนที่ปิดทึบด้านล่างหรือเป็นเตียงนอนแบบวางพื้นอย่างเดียว เพราะจะทำให้เสียพื้นที่ไปเฉยๆ แต่ควรเลือกใช้เตียงที่ยกพื้นสูง ทำให้ที่ว่างด่านล่างสามารถเก็บข้าวของอื่นๆ เข้าไปได้ หรือใครอาจจะเลือกใช้เป็นเตียงแบบ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นส่วนของเตียงนอน ส่วนด้านล่างเป็นพื้นที่ใช้สอย ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียให้การจัดวางถูกใช้อย่างเป็นประโยชนมากที่สุด

ใช้พื้นที่ทุกส่วนให้คุ้มค่ากับการใช้งาน
สิ่งสุดท้ายของไอเดียการจัดวางห้อง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนๆ ของตัวบ้านที่แสนคับแคบของเพื่อนๆ ต้องจัดแต่งแบ่งประโยชน์ใช้งานให้เหมาะสมกับพื้นที่ให้มากที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ส่วนของผนังห้อง ประตู หน้าต่าง ราวบันได หรือเตียงนอน หากรู้จักจัดสรรปันส่วนพื้นที่สำหรับเก็บของให้ได้มากขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดวางที่ไม่สิ้นสุด ลดปัญหาบ้านแคบลงไปได้อย่างมากมายเลยทีเดียวค่ะ

ที่สำคัญอย่าลืมจัดข้าวของให้เป็นระเบียบมากที่สุด จะช่วยให้ห้องดูน่าอยู่อาศัยและกว้างมากกว่าความเป็นจริง หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจก็ลองนำเอาไอเดียเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับห้องของตัวเองกันดูนะคะ

แต่งแต้มบ้านสวยด้วยศิลปะจากงานไม้

การสร้างบ้านให้สวยและน่าอยู่อาศัยไม่เพียงแค่มาจากการออกแบบแปลนบ้านให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ทิศทางลม แสงสว่างและความสามารถในการถ่ายเทอากาศเพียงเท่านั้น การแต่งแต้มบ้านงานศิลปะจากไม้เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ด้วยความงามที่เป็นเอกลักษณ์ ลวดลายของไม้ที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ จึงทำให้มันมีกลิ่นอายสวยงามอย่างน่าประหลาด ช่วยทำให้บ้านดูน่ามองและอบอุ่นมากขึ้นกว่าเดิมได้ค่ะ

เติมแต่งศิลปะจากไม้ในห้องอาหาร
ห้องอาหารเป็นส่วนที่เราใช้ดำเนินกิจวัตรประจำวันอยู่ทุกๆ วัน เป็นสถานที่ซึ่งเราจะพบปะพูดคุยกับคนในครอบครัว ดังนั้นบริเวณนี้จึงควรสร้างบรรยากาศให้ดูน่าอยู่อาศัย ให้การรับประทานอาหารเต็มไปด้วยความสุขและผ่อนคลายอย่างเต็มที่ หากใครตัดสินใจตกแต่งด้วยงานไม้ อาจจะเริ่มที่โต๊ะรับประทานอาหาร เลือกเน้นดีไซต์ชิคๆ เปิดโล่งและเรียบหรู มาพร้อมกับชุดเก้าอี้ไม้วางด้วยเบาะนั่งสีฟ้าขาวลายดอกแบบวินเทจให้ดูมีมิติมากขึ้น

ใช้เฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับงานไม้
เมื่อต้องการตกแต่งให้บ้านอบอวลไปด้วยศิลปะจากงานไม้เป็นหลัก สิ่งที่ตามมาคือการเลือกคลุมโทนศิลปะให้ไปในทิศทางเดียวกันมาที่สุด จะช่วยให้เกิดเอกลักษณ์และความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว ซึ่งหลังจากเลือกสีสันของโต๊ะและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ให้เป็นวัสดุไม้ พยายามเน้นสีที่มีลวดลายของไม้ให้ชัดเจน ส่วนของแต่งบ้านขนาดเล็กให้เน้นเป็นของตกแต่งแบบย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชามสแตนเลส ผ้าปูโต๊ะลายลูกไม้สีขาว ผ้าม่านแบบโปร่งบาง นาฬิกาเรือนไม้ ไปจนถึงดอกไม้แห้งสีน้ำตาลบนแจกันแบบง่ายๆ

แต่งแต้มผนังเปล่าให้มีสีสันด้วยกรอบรูปจากไม้
อีกหนึ่งงานศิลปะที่ไม่ควรพลาด เพื่อให้บ้านดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยการแขวนภาพวินเทจในกรอบไม้สีน้ำตาล ลดความแข็งกระด้างของงานไม้ตามเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ให้ลดลงด้วยสีสันของภาพวาดหรือภาพถ่ายที่เข้ากับการใช้งานของห้องนั้นๆ ถัดลงมาด้านล่างใต้รูปอาจจะวางโต๊ะทรงสูงและแจกันดอกไม้ตั้งเอาไว้ เพื่อให้บ้านไม่ถูกดึงเข้าไปที่สีหม่นมากเกินไป ให้เจ้าของบ้านสามารถสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายในยามที่จ้องมองเข้าไปในภาพศิลปะที่แปะเอาไว้บนผนังเหล่านั้น

 

เน้นโทนสีแบบสลับเข้มอ่อนเพื่อให้เกิดมิติที่น่ามอง
หากบ้านของคุณมีพื้นที่เหลือเฟือ ลองตกแต่งด้วยชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้ขนาดเล็ก ให้โทนสีระหว่างสีเข้มและสีอ่อนสลับกันไปมา และที่สำคัญอย่าปล่อยให้ผนังห้องเปลือยเปล่าจนดูเรียบทื่อ แต่งแต้มด้วยแจกันแขวนจากไม้ที่ต่อกันเป็นแนวยาว หรือหากใครชอบบรรยากาศแบบวินเทจสุดๆ ก็ลองตั้งชั้นหนังสือด้วยวัสดุไม้ ไม่ว่าจะเป็นแบบแขวนหรือแบบตั้งข้างฝาผนัง มีเก้าอี้โยกสีน้ำตาลเข้มและโต๊ะไม้กลมพอดีให้สามารถวางถ้วยชาได้ เอาไว้เป็นจุดสำหรับการพักผ่อนในยามที่รู้สึกเหนื่อย จะช่วยสร้างความให้บรรยากาศให้ดูน่าอ่านหนังสือมากขึ้น

งานไม้เป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นทุนเดิมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อถูกเติมแต่งลงไปในบ้านจะยิ่งช่วยเสริมเสน่ห์ให้เป็นได้มากกว่าการอยู่อาศัย ดังนั้นหากใครสนใจการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ลองหยิบจับงานไม้มาบรรจงสร้างสรรค์ไอเดียลงไปแล้วจะรู้ว่าบ้านที่เคยเงียบเหงาจะมีชีวิตได้มากกว่าที่คิด